No. 173 เรียนรู้ให้เร็วที่สุด

No. 173

เรียนรู้ให้เร็วที่สุด

ความรู้ในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ของเก่ายังเรียนรู้ไม่จบ ของใหม่มาแล้ว ที่เรียนมาก็ล้าสมัย นี่ยังไม่นับถึงเรื่องการฝึกฝนทักษะจนชำนาญ เก่ง ใช้งานได้ดี ดังนั้นคนในยุคปัจจุบันจึงจำเป็นต้องเป็นนักเรียนรู้เร็วสุดๆ(ultralearner)

คุณ Scott Young หนึ่งในบรรดานักเรียนรู้เร็วสุดๆ ได้วิเคราะห์คุณสมบัติของนักเรียนรู้เร็วสุดๆมาได้ 9 ข้อ ดังนี้

1 Metalearning: ศึกษา และสร้างแผนที่ดีเยี่ยมในการเรียนรู้เรื่องนั้น(learn how to learn) ที่เหมาะกับตัวเรา ด้วยการถามผู้รู้ ถามตัวเอง(why, what, how)

2 Focus: จัดตารางเวลา ที่สามารถทำให้เราจดจ่อกับเรื่องนั้นได้อย่างเต็มที่ สร้างบรรยากาศ ตัดตัวกวน

3 Directness: เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง ในสถานการณ์จริง หรือใกล้เคียงมากที่สุด

4 Drill: แบ่งการฝึกออกเป็นส่วนๆ ลงมือฝึกส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนั้นก่อน แล้วตามด้วยส่วนที่เป็นจุดอ่อน เเล้วค่อยนำมาฝึกรวมกัน

5 Retrieval: ทบทวนและนึกถึง(review & recall) สิ่งที่ได้เรียนรู้มาทั้งหมด

6 Feedback: รับการฟีตแบคเพื่อการปรับปรุง(outcome, informational, corrective feedback)

7 Retention: เพิ่มการคงอยู่ของความรู้ ด้วยการทดสอบความจำ และการลงมือทำซ้ำ

8 Intuition: เรียนรู้เรื่องนั้นให้ลึกซึ้งจนถึงขั้นผู้เชี่ยวชาญ และเมื่อถึงคราวเจอเรื่องยากๆ “ญานทัศนะ”(ความรู้ที่ปิ๊งแว๊ป)จะมาช่วยแก้ปัญหาให้

9 Experimentation: ออกจากพื้นที่สบายเดิมๆ แล้วทดสอบลองทำสิ่งใหม่ๆ มองให้เป็นความสนุกและท้าทาย

เพื่อนๆครับ ลองหา ultralearning project มาทำสักเรื่อง โดยการใช้ เทคนิค 9 ข้อนี้ดู เพื่อนๆอาจพบความเป็น “นักเรียนรู้เร็วสุดๆ” ที่ซ่อนอยู่ในตัวก็ได้นะครับ

รักจากหมอคิม

18 พฤศจิกายน 2562

No. 172 ความกล้า ทำให้เห็นคุณค่าของชีวิต

No. 172

ความกล้า ทำให้เห็นคุณค่าของชีวิต

เพราะความกลัว เราจึงไม่เห็นคุณค่าของตัวเรา เราแคร์สายตาผู้อื่น จนเราไม่ได้ใช้ชีวิตเต็มที่ในแบบที่เป็นตัวเรา ไม่สามารถดึงศักยภาพมากมายที่ซ่อนเร้น เราเกิดมาแล้วก็ตายไปพร้อมกับความกลัว

การปลุกความกล้า ชนะความกลัว จะช่วยให้เราก้าวข้ามขอบที่ขวางกั้น ค้นพบและใช้ชีวิตที่น่าอัศจรรย์ ในแบบที่เราภาคภูมิใจ

ความกลัวทำให้ไม่กล้าตัดสินใจ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเครียดมากเสียยิ่งกว่า ความกล้าตัดสินใจลงมือทำให้รู้ไปเลย ถ้าผลไม่ดีก็จะได้รีบแก้ไข ถ้าแก้ไม่ได้ก็เป็นบทเรียน

เมื่อความคิดลบเกิดขึ้น ความกลัวจะตามมา ให้คิดบวกสวนกลับไป แล้วความกลัวจะลดลง

ชัดเจนและยอมรับทุกอย่างที่เป็นธรรมชาติของตัวเอง ยอมรับจุดเปราะบางของตัวเอง ไม่ปกปิด ไม่เสแสร้ง ไม่หลีกหนี ไม่เลียนแบบ ผู้คนจะยอมรับ ความกล้าจะเพิ่มขึ้น

กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ ด้วยใจเปิดกว้าง สุภาพ อ่อนน้อม ไม่ก้าวร้าว ไม่ตัดสินผู้อื่น

อย่ากลัวที่จะร้องขอความช่วยเหลือ เพราะนั่นแสดงถึงความกล้าที่กำลังเกิดขึ้น

ความกลัวจะหายไป เมื่อความกล้าเกิดขึ้น เปรียบเสมือนความมืดจะหายไป เมื่อแสงสว่างสาดส่องมา

เพื่อนๆครับ เรามาฉายแสงแห่งความกล้า นำพาชีวิตเราให้พ้นจากความมืดกลัวกันนะครับ

รักจากหมอคิม

11 พฤศจิกายน 2562

No.171 ไม่มีตัวเรา แล้วจะทุกข์ได้อย่างไร

No.171

ไม่มีตัวเรา แล้วจะทุกข์ได้อย่างไร

ที่มีตัวเรา เพราะว่ามีความคิด คิดว่าเป็นตัวเรา ซึ่งเป็นขบวนการทำงานของ “สมองซีกซ้าย” ที่ทำหน้าที่ในเรื่องภาษา ทั้งภาษาที่พูดออกไปและที่พูดกับตัวเอง รวมถึงการแปลผลความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเป็นตัวเราที่เฉพาะ เกิดความยึดมั่นถือมั่นในตัวเรา แล้วความทุกข์ก็ตามมา

แต่มนุษย์เรายังมี “สมองซีกขวา” ที่ทำหน้าที่ในเรื่องมิติสัมพันธ์ ช่วยให้เราหลุดออกจากขอบเขตจำกัดในการเป็นตัวเรา เป็นความรู้สึกของการดำรงอยู่ณขณะนั้น ที่ไร้ขอบเขต ไร้รูปแบบ ไร้ตัวเรา เมื่อไม่มีตัวเรา ความทุกข์ก็ตามมาเกาะไม่ได้

เราสามารถพัฒนาให้สมองซีกขวาทำงานได้ดีขึ้น เพื่อถ่วงดุลกับสมองซีกซ้ายที่กำลังโดดเด่น ด้วยการเจริญสติ สัมปชัญญะ สมาธิ การฝึกการเคลื่อนๆไหวร่างกายอย่างมีสติด้วยการเดิน วิ่ง โยคะ ชี่กง รวมทั้งการแสดงออกถึงความรู้สึกขอบคุณ ความเมตตา-กรุณา

เพื่อนๆลองมาฝึกสมองซีกขวา เพื่อการไม่มีตัวเรากันดูนะครับ แล้วจะพบว่าความทุกข์ที่เคยมี จะค่อยๆลดน้อยลง และความสุขก็จะปรากฏขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์จริงๆครับ

รักจากหมอคิม

4 พฤศจิกายน 2562

No.170 การสงบนิ่ง คือกุญแจของชีวิต

No.170

การสงบนิ่ง คือกุญแจของชีวิต

การสงบนิ่ง(Stillness) หมายถึง การสงบของระบบประสาทการรับรู้ ร่างกาย ความคิด ลมหายใจ และที่สำคัญคือ การสงบของจิต

การสงบนิ่ง ช่วยให้เราสามารถใช้ความคิดได้ชัดเจน สร้างสรรค์ หลีกเลี่ยงตัวกวนจากภายนอก เอาชนะสิ่งเร้าที่ผุดขึ้นภายในใจ และพบกับความสงบสุขที่แท้จริง

ศาสนาพุทธมีคำสอนเกี่ยวกับการสงบนิ่งมากมาย เช่น อุเบกขา(วางใจเป็นกลาง) อินทรียสังวร(สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

มีหลายแนวทางที่ช่วยให้เราสงบนิ่งได้มากขึ้น

• ใช้ชีวิตให้ “ช้าลง”(Slow life) ตัดสิ่งที่ไร้สาระออกจากชีวิต

• ดื่มด่ำกับชีวิตที่เป็น “ปัจจุบัน”(Present) หลีกเลี่ยงตัวกวนที่เข้ามาแทรก

• หมั่นสะท้อนตัวเองผ่าน “การเขียนบันทึก”(Journaling)

• หาเวลาพักผ่อนด้วย “การเข้าเงียบ”(Silence)

• ใช้ชีวิตอย่าง “พอเพียง”

• สัมผัสความงดงามและยิ่งใหญ่ของ “ธรรมชาติ”

• ดูแลสุขภาพกาย-ใจ ด้วย “การออกกำลังกาย” และ “งานอดิเรก”

• “นอนหลับ” อย่างมีคุณภาพและเพียงพอ

ชีวิตที่สงบนิ่ง คือชีวิตที่ร่ำรวยและมีความสุขอย่างแท้จริง เพื่อนๆลองสัมผัสดูนะครับ

รักจากหมอคิม

28 ตุลาคม 2562

No. 169 นอนดี มีประโยชน์ นอนอย่างไร

No. 169

นอนดี มีประโยชน์ นอนอย่างไร

Dr. W. Chris Winter แพทย์ทางประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการนอน รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์ใหญ่ๆ และนักเขียนในนิตยสารอีกมากมาย ได้มาเล่าเรื่องความสำคัญและวิธีการนอนเพื่อการมีสุขภาพดี

การนอนมีผลต่อสุขภาพ น้ำหนักตัว และอารมณ์ โดยมีกลไกต่างๆดังนี้

1. การนอนดี ช่วยระบบการขับของเสีย(amyloid beta) ออกจากสมอง(glymphatic system) ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคสมองเสื่อม(Alzheimer’s disease)

2. การนอนไม่ดี มีผลต่อโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด อันได้แก่ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดปกติ หัวใจวาย เส้นเลือดสมองอุดตัน-แตก

3. การนอนดี มีผลกระตุ้นภูมิต้านทานโรค(immune system) ลดการติดเชื้อโรคต่างๆ

4. การนอนไม่ดี มีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนเจริญอาหาร(ghrelin) ทำให้กินมาก อ้วน

5. การนอนดี มีผลต่อขบวนการการเรียนรู้ ความจำ จินตนาการ และการตัดสินใจ

6. การนอนดี มีผลต่อการเจริญเติบโตในเด็ก และความเป็นหนุ่มสาวในผู้ใหญ่

วงจรการนอน(sleep cycle) แบ่งเป็น 3 ช่วง

1. ช่วงหลับตื้น(light sleep) แบ่งเป็นช่วงเริ่มหลับ(N1)-5% และหลับยาว(N2)-50% มีประโยชน์ในการพักและซ่อมแซมระบบต่างๆในร่างกาย ช่วงนี้ปลุกจะตื่นง่าย

2. ช่วงหลับลึก(deep sleep)-N3 ในผู้ใหญ่จะประมาณ 25% ในเด็กจะมากกว่า ในผู้สูงอายุจะน้อยกว่า มักจะอยู่ในช่วงครึ่งแรกของการนอน มีประโยชน์ในการหลั่งฮอร์โมนการเจริญ(growth hormones) และกระตุ้นภูมิต้านทานโรค ช่วงนี้ปลุกจะตื่นยาก

3. ช่วงหลับฝัน(dream sleep)-N4 กินเวลาประมาณ 25% คืนหนึ่งจะเกิด 4-5 ครั้งๆละ 20-40 นาที มักจะอยู่ในช่วงครึ่งหลังของการนอน ช่วงนี้สมองจะทำงานมาก เพื่อช่วยในการจัดระบบความจำ เรื่องการเรียนรู้ และจินตนาการ แต่กล้ามเนื้อจะเป็นอัมพาต ทำให้ขยับตัวไม่ค่อยได้

นอนดี มีประโยชน์ นอนอย่างไร – Good sleep hygiene

1. เข้านอนและตื่นให้ตรงเวลาสม่ำเสมอ

2. จัดห้องนอนให้มีบรรยากาศที่ดีต่อการนอนเท่านั้น – มืดสนิท เงียบ อากาศเย็นสบาย สดชื่น ที่นอนสบาย ไม่ทีวี ไม่มีโต๊ะทำงาน

3. ออกกำลังกายในตอนเช้าสม่ำเสมอ

4. อื่นๆ – ก่อนนอนไม่กินคาเฟอีน ไม่ตื่นเต้น ไม่เครียด ไม่ดูทีวี ไม่เล่นมือถือ ให้ผ่อนคลายด้วย สมาธิ เทคนิคผ่อนคลายกล้ามเนื้อ โยคะง่ายๆ อ่านหนังสือเบาๆ

การนอนดี นั้นมีประโยชน์มากจริงๆ ขอให้เพื่อนๆนำไปปฏิบัติ และพบความสุขและชีวิตที่ดีจากการนอนดีกันนะครับ

รักจากหมอคิม

17 ตุลาคม 2562

No.168 ผู้ส่งสารอันมั่งคั่ง

No. 168

ผู้ส่งสารอันมั่งคั่ง

Brendon Burchard โค้ชด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ นักเขียนหนังสือขายดี วิทยากร นักการตลาดออนไลน์ และเป็นผู้ก่อตั้งสถาบันแห่งผู้เชี่ยวชาญ ได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ทำให้เขาร่ำรวยจากความเป็นผู้เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดได้อย่างทันสมัย

อาชีพในยุคปัจจุบันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญมากที่สุดในตอนนี้ก็คือ “โลกอินเตอร์เน็ต”

ผู้ประกอบการด้านความเชี่ยวชาญนั้น สร้างรายได้มากมายจากกิจกรรมดังต่อไปนี้

• การเขียน – หนังสือเล่ม, E-book, Blog

• การพูด – นักพูด, วิทยากร, หนังสือเสียง, Podcast, YouTube

• การจัดสัมมนา – นักจัดกิจกรรม, Workshop

• การเป็นผู้ฝึกสอน – สอนเดี่ยว, สอนกลุ่ม, สอนเป็นชั้นเรียน

• การเป็นผู้ให้คำปรึกษา – โค้ชส่วนตัว, โค้ชกลุ่ม, ทีมที่ปรึกษาองค์กร

• การเป็นนักการการตลาดออนไลน์ – จัดทำคอร์สออนไลน์

9 ขั้นตอนจากผู้เชี่ยวชาญ สู่ผู้ส่งสารอันมั่งคั่ง

1. เลือกความเชี่ยวชาญที่ชอบและถนัดที่สุดมาหนึ่งหัวข้อ

2. เลือกกลุ่มและประเภทผู้ฟัง

3. ค้นหาปัญหาของผู้ฟังให้เจอ

4. เล่าเรื่องราวการผ่านพ้นอุปสรรคสู่ความสำเร็จของเรา

5. สร้างสินค้าหรือโปรแกรมที่ช่วยแก้ปัญหาให้ผู้ฟัง

6. สร้างเว็บไซต์เป็นช่องทางติดต่อผู้ฟัง

7. รณรงค์ส่งเสริมการขาย

8. หาผู้ร่วมทำส่งเสริมการตลาด

9. ปรับปรุง พัฒนา และสร้างความแตกต่างอย่างต่อเนื่อง

ศึกษาและหาแบบอย่างที่ดี ค่อยๆเรียนรู้ และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เพื่อนๆก็จะพบกับความสำเร็จ และสามารถเป็น “ผู้ส่งสารอันมั่งคั่ง” ได้ในที่สุด

รักจากหมอคิม

13 ตุลาคม 2562

No. 167 ออกแบบชีวิต

No. 167

ออกแบบชีวิต

บิล เบอร์เนตต์ และ เดฟ อีวานส์ เป็นอาจารย์ที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ก่อตั้งและสอนหลักสูตรการออกแบบ และเกิดหลักสูตร “การออกแบบชีวิต” ที่มีผู้สนใจเรียนล้นหลาม

การออกแบบชีวิตให้สมดุลต้องประกอบด้วย 4 ด้าน

1. งาน: ชอบ ถนัด ลื่นไหล มีพัฒนาการ ดีต่อตัวเอง ผู้อื่น สังคม

2. สุขภาพ: แข็งแรง ตื่นตัว มีพลังชีวิต

3. กิจกรรมสร้างสุข: สิ่งที่ทำแล้วมีความสุข สิ่งบันเทิง อดิเรก

4. ความสัมพันธ์: ครอบครัว เพื่อน สังคม

ลองทำแผนชีวิตระยะเวลา 5 ปี ดูสัก 3 แผน

แผนชีวิตที่ 1: สิ่งที่เรากำลังทำอยู่

แผนชีวิตที่ 2: สิ่งที่จะทำเมื่อแผน 1 หายไป

แผนชีวิตที่ 3: สิ่งที่อยากทำโดยไม่ต้องสนใจเรื่องเงิน และภาพลักษณ์

ในแต่ละแผนลองสร้างต้นแบบออกมาเยอะๆ วิธีที่จะช่วยให้คิดออกมาได้ง่ายขึ้นคือการระดมสมอง จากการสอบถามผู้รู้ สังเกตการณ์ เขียนแผนที่ความคิด(mind mapping)

เมื่อได้ต้นแบบมามากพอแล้ว ก็ขอให้ทดลองลงมือทำ เริ่มจากน้อยๆ ชิมลางลองดูก่อนว่าใช่ไหม ถ้าใช่ก็ค่อยๆเพิ่มขนาด ถ้าไม่ใช่ก็ยกเลิกไป

มีคาถา 5 บทที่จะช่วยให้การออกแบบชีวิตได้ดีขึ้น

1. จงสงสัยใคร่รู้

2. กระตือรือร้นลงมือทำ

3. ปรับมุมมองปัญหาเสียใหม่

4. ชีวิตคือกระบวนการ เป็นทิศทางไม่ใช่เป้าหมาย

5. สามารถร้องขอความช่วยได้

เพื่อนๆครับ ยังไม่สายที่จะออกเเบบชีวิตที่เป็นตัวเราอย่างแท้จริง ลองเริ่มแล้วลงมือทำเลยนะครับ

รักจากหมอคิม

23 กันยายน 2562