No. 160 กล้าที่จะถูกเกลียด(1)

No. 160

กล้าที่จะถูกเกลียด(1)

อัลเฟรด แอดเลอร์ จิตแพทย์ชาวออสเตรีย ได้เสนอทฤษฎีจิตวิทยาปัจเจกบุคคล(Individual Psychology) ซึ่งเหมาะกับการแก้ปัญหาและพัฒนาการดำเนินชีวิตในโลกยุคปัจจุบันได้อย่างดีมากจริงๆ

คิชิมิ อิชิโร นักปรัชญาและจิตวิทยา โคะกะ ฟุมิทะเกะ นักเขียนอิสระ ทั้งคู่เป็นชาวญี่ปุ่น อายุต่างกัน 17 ปี แต่สนใจจิตวิทยาแบบแอดเลอร์เหมือนกัน จึงร่วมกันถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือที่ขายดีระดับท๊อปทั้งในญี่ปุ่นและเกาหลี

1. “แผลใจไม่มีอยู่จริง” จงกล้าเปลี่ยนแปลง และดำเนินชีวิตโดยไม่ยอมให้อดีตมาครอบงำ:

ชีวิตของคนเราไม่ได้ถูกกำหนดโดยประสบการณ์ที่ผ่านมา แต่ถูกกำหนดโดยความหมายที่ตัวเรามอบให้แก่ประสบการณ์นั้นมากกว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายที่เราต้องการในปัจจุบัน เราเลือกไลฟ์สไตล์แบบนี้ด้วยตัวเราเอง

2. ความทุกข์ใจทั้งหมดล้วนเกิดจาก “ความสัมพันธ์กับผู้คน”:

ใช้ชีวิตที่เป็นอิสระในแบบที่ตัวเราต้องการ ไม่ต้องแข่งขันหรือเปรียบเทียบกับใคร แค่มุ่งที่จะก้าวไปข้างหน้า เลิกปรารถนาการยอมรับ เลิกใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่น เลิกกังวลว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร ไม่ก้าวก่ายธุระของคนอื่น และไม่ยอมให้คนอื่นมาก้าวก่ายธุระของเรา (กล้าที่จะถูกเกลียด)

3. เป้าหมายด้านพฤติกรรมคือ “พึ่งพาตัวเองได้” และ “ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ดี”:

นั่นหมายถึงเราต้องรู้สึกให้ได้ก่อนว่า ตัวเองมีความสามารถ และทุกคนเป็นมิตรของเรา ยอมรับตัวเอง เชื่อใจคนอื่น ช่วยเหลือคนอื่น

4. จงยอมรับตัวเอง ไม่ใช่มั่นใจตัวเอง:

กล้าที่จะเป็นคนธรรมดา ยอมรับว่าตัวเองทำไม่ได้ ในเรื่องที่ทำไม่ได้จริงๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็พัฒนาตัวเองให้สามารถทำสิ่งนั้นได้ในที่สุด ไม่มอง “สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้” แต่หันไปสนใจ “สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้”

5. จงใช้ชีวิตให้เหมือนการเต้นรำ:

ชีวิตคนเราคือจุดที่เชื่อมต่อกัน เหมือนการเต้นรำที่ออกจากจุดเริ่มต้น แล้วเต้นตามจังหวะเพลงไปเรื่อยๆ ในแต่ละวินาที ไม่มีจุดหมาย ไม่รู้ว่าจะจบตรงไหน ขอแค่เราทุ่มเทให้กับ “วินาทีนี้” อย่างสุดกำลังก็พอแล้ว

แนวคิดแบบแอดเลอร์น่าสนใจมากๆ ผมว่ามันเวิร์คจริงๆครับ เพื่อนๆลองนำไปใช้ดูได้เลยครับ

รักจากหมอคิม

18 กรกฎาคม 2562

No. 159 ศาสตร์แห่งความสำเร็จ

No. 159

ศาสตร์แห่งความสำเร็จ

Isaiah Hankel ป.เอก ชีววิทยา โค้ชด้านความสำเร็จ นักเขียนหนังสือขายดี ได้บอกเล่าถึงหลัก 3 ข้อที่จะนำพาให้เราประสบความสำเร็จในทุกเรื่องที่เราต้องการ

1. Selective Focus: เลือกจดจ่อ ฝึกฝน และทำเฉพาะสิ่งที่ต้องการ เพื่อให้เราได้ใช้พลังใจกับเรื่องนั้นได้อย่างเต็มที่

2. Creative Ownership: สร้างสรรค์ผลงานที่เป็นตัวเรา จากพรสวรรค์ ความรู้ และประสบการณ์ของเรา

3. Pragmatic Growth: วางแผน และลงมือปฏิบัติให้เกิดผล เริ่มจากเล็ก ทำต่อเนื่องจนเป็นนิสัย ขยายไปสู่เป้าใหญ่

ความสำเร็จอยู่ที่ใจมุ่งมั่น ตั้งมั่น “ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยใจ”

รักจากหมอคิม

12 กรกฎาคม 2562

No. 158: 6 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิภาพสูง

No. 158

6 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิภาพสูง

Brendon Burchard โค้ชด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ ได้นำเสนออุปนิสัย 6 ประการ ที่เมื่อฝึกฝนเเล้ว จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้เกิดขึ้นในชีวิตได้จริง

1. ค้นหาความชัดเจน(Seek clarity): ตัวเอง-คุณลักษณะ ความเก่ง, บริบทรอบตัว-สังคม, เป้าหมาย-งาน ชีวิต

2. เสริมสร้างพลังให้กับชีวิต(Generate energy): ออกกำลังกาย คิดและมองโลกในด้านบวก

3. เสริมแรงกระตุ้นจากภายนอก(Raise necessity): ทำเพื่อผู้อื่น ทำเพื่อสังคม ทำเพื่อโลก

4. จดจ่อกับงานที่สำคัญและให้คุณค่าก่อนเสมอ(Increase productivity): ลดตัวกวน วางแผนและจดจ่อจนสำเร็จ

5. เสริมพลังให้ทีม(Develop influence): ชื่นชม ให้กำลังใจทีมงาน ขอความช่วยเหลือเมื่อต้องการ

6. กล้าเสี่ยงและทำสิ่งที่ท้าทาย(Demonstrate courage): ออกจากพื้นที่เดิม เปิดตัวสู่โลกภายนอก มองหาโอกาสใหม่

ถ้าเพื่อนๆอยากทำอะไรได้มากมายในชีวิต ก็ลองฝึกอุปนิสัย 6 ข้อนี้กันได้เลยครับ

รักจากหมอคิม

8 กรกฎาคม 2562

No. 157 ยุคนี้ผู้รอบรู้เป็นผู้ชนะ

No. 157

ยุคนี้ผู้รอบรู้เป็นผู้ชนะ

เรามักเชื่อกันว่าการเป็นผู้เชี่ยวชาญ-รู้ลึก(Specialist) ดีกว่าการเป็นผู้รอบรู้-รู้กว้าง(Generalist) แต่ David Epstein ป.โท ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และนักเขียนหนังสือขายดี ได้นำเสนอข้อมูลที่ช่วยให้เราได้เปลี่ยนมุมมองในเรื่องนี้ สรุปสั้นๆคือ

1. Sampling period: อย่างเพิ่งรีบร้อนกระโจนและทุ่มตัวฝึกฝนเป็นผู้เชี่ยวชาญอันใดอันหนึ่งเร็วเกินไป ใช้เวลาเรียนรู้และทดลองให้หลากหลายเสียก่อน ดูว่าเราเหมาะ ถนัด ชอบ ทำได้ดีในสิ่งไหน แล้วค่อยจดจ่อมุ่งไปตรงนั้น มันไม่ช้าหรอก แต่จะเกิดผลดีกว่า (Late Specialization)

2. Slow & Mistake learning: การเรียนรู้อย่างช้าๆ ลองผิดลองถูก เรียนรู้จากข้อผิดพลาด จะช่วยให้เราได้รับความรู้ที่แน่น และมั่นคงมากขึ้น จงกล้าที่จะออกไปเรียนรู้ พบและทนกับความผิดด้วยใจที่สนุกสนานและตื่นเต้น

3. Overspecialization-อันตราย: เพราะเขาจะมองและใช้แต่ความเชี่ยวชาญของเขา จนมองไม่เห็นความจริงอื่นที่สำคัญไป ดังนั้นจึงควรเรียนรู้ให้หลากหลาย รู้กว้างไม่ตกหลุมรู้ลึก

4. Switching & Quit: ถ้าทำมานานแล้วมันไม่ใช่ก็เปลี่ยนหรือเลิกซะ อย่าทู่ซี้ อย่ายึดมั่น ชีวิตจะดีขึ้น

5. Test and Learn: ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมทั้งตัวเรา ทดสอบและเรียนรู้ตลอดเวลาเพื่อปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง ไม่มีแผนแน่นอน มีแต่แผนชั่วคราวณตอนนั้น มองหาทางเลือกที่ดีที่สุด

6. Outsider feedback: มั่นมองหาและรับการสะท้อนกลับจากภายนอกตลอดเวลา ยิ่งต่างจากเรามากเท่าไหร่ยิ่งดี

สรุป: โลกปัจจุบันนั้นซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ความท้าทายก็คือ เราต้องขยายความรอบรู้ และประสบการณ์ของเราออกไปให้กว้างขึ้น อย่าเพิ่งรีบร้อนตกหลุมยั่วยวนการเป็นผู้เชี่ยวชาญอันใดอันหนึ่ง ต่อเมื่อเราพบสิ่งที่เรารัก ชอบ ถนัด ทำได้ดีแล้ว ค่อยทุ่มเวลาจดจ่อเพิ่มลงไป แต่ถึงกระนั้นก็ต้องระวังการตกหลุมพลางความเชี่ยวชาญของเรา เรายังคงต้องเรียนรู้ คิด หรือขอความคิดเห็น จากผู้เชี่ยวชาญอื่น รวมทั้งประสบการณ์จริงรอบตัวด้วย

รักจากหมอคิม

1 กรกฎาคม 2562

No. 156 หัวใจตื่นรู้

No.156

หัวใจตื่นรู้

ธรากร และณัฐนภ ได้นำเสนอ 7 ขั้นตอนของการตื่นรู้ สู่ความสุขที่แท้จริง

ผมขอนำเสนอย่อแบบ Mindmap สำหรับผู้ที่เห็นแมปแล้วเข้าใจ ก็ขอให้ใช้แมปเตือนใจตัวเองเสมอๆ ส่วนผู้ที่ไม่เข้าใจ แนะนำให้ไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน เพื่อความเข้าใจ เข้าแจ้ง พาหัวใจสู่การตื่นรู้นะครับ

รักจากหมอคิม

23 พฤษภาคม 2562

No.155 สาส์นจากเทพโอริน

No.155

สาส์นจากเทพโอริน

ซาเนยา โรมานซ์ เกิดญาณทัศนะ(การหยั่งรู้)ขณะทำสมาธิ ซึ่งอาจเรียกว่า การรับสาส์น ฟ้าทำนาย การเชื่อมต่อกับตัวตนขั้นสูงหรือจิตจักรวาล ส่วนเธอเรียกผู้นำทางนี้ว่า “โอริน” บรมครูผู้ทรงปัญญา และนี่คือ “คำสอนจากโอริน”

1. รู้จักธาตุแท้ของตนเอง เป็นตัวเอง มอบความรักเมตตาและความเบิกบานให้กับตัวเอง

2. ทิ้งอดีตที่เลวร้าย สร้างจินตนาการและคุยกับตัวเองที่ดีในอนาคต

3. หยุดเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น หยุดให้ร้ายหรือควบคุมผู้อื่น จงเมตตา และให้อภัย

4. เคารพตนเอง นับถือตนเอง เห็นคุณค่าตนเอง ซื่อสัตย์กับตนเอง

5. ขัดเกลาอัตตา ไม่ทะนงหรือถ่อมตนจนเกินไป เข้าถึงธาตุแท้ของตนเอง

6. รู้จัก ยอมรับ และโอบกอดทุกตัวตนในตัวเรา เพราะเรามีหลายบุคลิกภาพในตัวเอง

7. เปิดรับ และร้องขอสิ่งดีๆที่เราต้องการจากจักรวาล ใช้กฎแห่งแรงดึงดูด

8. เห็นคุณค่า และขอบคุณสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับเรา ด้วยการพูดและการเขียนบันทึก

9. หมั่นเข้าหาความสงบภายใน ความนิ่ง เงียบ ลดความพอใจทางวัตถุ เข้าถึงธรรมชาติ ทำสมาธิ

10. ใช้ชีวิตด้วยความกระจ่างแจ้งใน จุดมุ่งหมายชีวิต ความตั้งใจ แรงจูงใจ ข้อตกลง และการสื่อสาร

11. ใช้ชีวิตด้วยความกลมกลืนระหว่าง ธาตุแท้ ความคิด ร่างกาย ความรู้สึก และจิตวิญญาณ

เพื่อนๆครับ การใช้ชีวิตอย่างมีสติและสัมปชัญญะ รู้แน่ชัดว่าเราต้องการอะไรจริงๆในชีวิต เราเกิดมาบนโลกนี้เพื่ออะไร การกระทำของเราจะค่อยๆเปลี่ยนไป ชีวิตเราก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และในแบบที่เราต้องการ

ขอให้เพื่อนๆโชคดี มีความสุขกับชีวิตที่เลือกนะครับ

รักจากหมอคิม

18 พฤษภาคม 2562

No. 154 ทำงานอย่างมีอิสรภาพ

No. 154

ทำงานอย่างมีอิสรภาพ

ทำงานหนัก เก็บออม เพื่อมีความสุขในวัยเกษียณ เข้าทำนอง “อดเปรี้ยว ไว้กินหวาน” อาจจะไม่เป็นจริงตามนั้นแล้ว แต่จะมีวิธีทำงานแบบอื่นอีกไหม ที่ทำให้เรามีอิสรภาพทั้งในเรื่อง เวลา รายได้ และสถานที่

Tim Ferris จากหนังสือขายดี The 4-Hour Workweek ได้นำเสนอวิธีที่พิสูจน์ว่าได้ผล “DEAL”

1. Definition (life): ให้นิยามชีวิตที่เราต้องการจริงๆตอนนี้

2. Elimination (time): เลือทำแต่สิ่งที่ใช่ และให้ผลมาก(กฎ 20/80) ในเวลาน้อยที่สุด ตัดสิ่งไม่สำคัญที่ดึงเวลาเราออกไป

3. Automation (income): สร้างระบบที่สามารถมีรายได้อัตโนมัติ เช่น outsource, agency, virtual assistants, partners, digital platform เป็นต้น

4. Liberation (mobility): ปรับระบบการทำงานให้เราสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ รวมทั้งได้ผลิตผลที่สูงขึ้น

เพื่อนๆครับ เงินคงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความสุข แต่การสามารถใช้ชีวิตอย่างมีอิสรภาพ ที่เราสามารถออกแบบได้เอง มีความสนุก ตื่นเต้น ท้าทาย เป็นไปตามความฝัน น่าจะเป็นชีวิตที่ดีกว่า จริงไหมครับ

รักจากหมอคิม

5 พฤษภาคม 2562