No.176 เจริญภาวนาในความฝัน

No. 176

เจริญภาวนาในความฝัน

ความฝัน เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นในขณะที่เราหลับ ทางจิตวิทยาให้เป็นเรื่องขบวนการของจิตไร้สำนึก ส่วนทางการแพทย์ให้เป็นเรื่องขบวนการของสมอง แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ ความฝันมีมิติของจิตวิญญาณร่วมด้วย

ในแนวทางพุทธวัชรญาณ(ทิเบต) เปรียบ “การหลับ ฝัน และการตื่น” ได้กับ “การตาย ชีวิตหลังตาย และการเกิดใหม่”

ถ้าเราสามารถ ฝึก“การรู้ตัวขณะฝัน”(Lucid dreaming) ฝึก“การเจริญภาวนาขณะฝัน”(Dream yoga) และจนถึงขั้นสามารถฝึกให้เกิด “การรู้ตัวในขณะหลับที่ไม่ฝัน”(Sleep yoga) ก็เท่ากับว่าเราได้ฝึก “การเตรียมพร้อมชีวิตหลังตาย”(Bardo yoga)

การฝึกการรู้ตัวขณะฝัน(อ่านใน No.15) จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้เราสามารถไปฝึกต่อในขั้นการเจริญภาวนาขณะฝัน และในขั้นสูงขึ้นเราก็จะสามารถเข้าถึงการรู้ตัวขณะหลับสนิทโดยไม่ฝัน

การเจริญภาวนาที่ว่านี้หมายถึง การเจริญโพธิจิต สมาธิ สติ และสัมปชัญญะ จิตมีความเมตตากรุณา เกิดความรู้ตัวทั่วพร้อมในความเป็นจริง เป็นการรู้ตื่น รู้เบิกบานอยู่เสมอ ละคลายกิเลสและความยึดมั่นถือมั่นไปได้ จิตจะหลุดจากเครื่องร้อยรัด และเมื่อความตายมาถึง จิตก็ใสสะอาดและพร้อมที่จะละสังขารนี้ไปสู่ภพภูมิที่ดี หรือดีที่สุดคือ หลุดพ้นไม่ต้องกลับมาเกิดอีก

เพื่อนๆครับ การศึกษา เรียนรู้ และฝึกฝนเรื่อง “การรู้ตัวและเจริญภาวนาในความฝัน” จะช่วยให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นทั้งในโลกนี้ และโลกหน้าด้วยครับ

รักจากหมอคิม

9 ธันวาคม 2562

No.175 การเตรียมตัวตาย

No. 175

การเตรียมตัวตาย

Andrew Holecek หมอฟันที่สนใจและฝึกปฏิบัติธรรมในแนวทางพุทธวัชรญาณ(ทิเบต) ได้นำเสนอวิธีการเตรียมตัวตายได้ดีมากๆ เนื่องจากเนื้อหามีมาก ผมจึงต้องขอนำเสนอแบบ Mindmap นะครับ

เพื่อนๆครับ การใช้ชีวิตให้ดี ไม่ประมาท รวมทั้งศึกษาและฝึกซ้อมการตายก่อนตายจริง จะช่วยให้เราไม่กลัวความตาย และเมื่อความตายมาเยือนเราจริงๆ เราก็จะได้ใช้วิชาเหล่านี้นำส่งให้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีต่อไปได้ครับ

รักจากหมอคิม

2 ธันวาคม 2562

No.174 ในช่วงสุดท้ายของชีวิต

No. 174

ในช่วงสุดท้ายของชีวิต

คุณหมอ Kathryn Mannix บอกเล่าประสบการณ์ที่ได้ดูแลประคับประคองผู้ป่วยระยะสุดท้ายมากว่า 30 ปี ผมสรุปที่น่าสนใจมาให้ครับ

• การตายโดยธรรมชาติส่วนใหญ่แล้วจะเป็นรูปแบบที่คล้ายๆกัน คือ ผู้สูงวัยหรือผู้ป่วยระยะท้ายจะเริ่มอ่อนกำลังลง ซึ่งจะเริ่มจากระดับปี แล้วค่อยเร็วขึ้นเป็นเดือน สัปดาห์ และวัน แสดงออกได้ด้วยการนอนมากขึ้น จนถึงขั้นไม่มีเรี่ยวแรงลุกจากเตียง แล้วก็ค่อยๆจากไปอย่างสงบ

• การตายโดยธรรมชาตินั้น ไม่ได้เจ็บปวดทรมานหรือน่ากลัวอย่างที่คิด มีเวลาให้เตรียมตัวทั้งผู้ที่กำลังจะตายและคนรักรอบตัว

• การดูแลจะเป็นแบบช่วยผู้ป่วยให้อยู่ในสภาวะที่สุขสบายกาย และใจ โดยทีมดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ซึ่งจะออกแบบแผนการดูแลที่เหมาะสมเฉพาะราย

• CBT(Cognitive Behavioral Therapy) เป็นการบำบัดที่ช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนมุมมอง ความคิด ความเชื่อ ไปในทางที่ช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึก และอารมณ์ที่ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดีขึ้นตามไปด้วย

• การเปิดโอกาสให้มีการพูดคุยในความจริงถึงระยะสุดท้าย และ การตายของผู้ป่วย จะช่วยให้เกิดความเข้าใจที่ถูก และตรง ตลอดจนการเปิดเผยความในใจ สิ่งที่กังวล ความรู้สึกผิด สิ่งที่อยากทำ การขอและให้ความช่วยเหลือ เพื่อการใช้ชีวิตที่เหลืออย่างคุ้มค่า และมีความหมาย

เพื่อนๆครับ ความตายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่สิ่งลึกลับ การรู้ เข้าใจ และเตรียมตัวตายอย่างดี มีสติ จะช่วยให้เรายอมรับ ยินดี และเข้าสู่ความตายได้อย่างสงบ และมีความสุข

รักจากหมอคิม

25 พฤศจิกายน 2562

No. 173 เรียนรู้ให้เร็วที่สุด

No. 173

เรียนรู้ให้เร็วที่สุด

ความรู้ในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ของเก่ายังเรียนรู้ไม่จบ ของใหม่มาแล้ว ที่เรียนมาก็ล้าสมัย นี่ยังไม่นับถึงเรื่องการฝึกฝนทักษะจนชำนาญ เก่ง ใช้งานได้ดี ดังนั้นคนในยุคปัจจุบันจึงจำเป็นต้องเป็นนักเรียนรู้เร็วสุดๆ(ultralearner)

คุณ Scott Young หนึ่งในบรรดานักเรียนรู้เร็วสุดๆ ได้วิเคราะห์คุณสมบัติของนักเรียนรู้เร็วสุดๆมาได้ 9 ข้อ ดังนี้

1 Metalearning: ศึกษา และสร้างแผนที่ดีเยี่ยมในการเรียนรู้เรื่องนั้น(learn how to learn) ที่เหมาะกับตัวเรา ด้วยการถามผู้รู้ ถามตัวเอง(why, what, how)

2 Focus: จัดตารางเวลา ที่สามารถทำให้เราจดจ่อกับเรื่องนั้นได้อย่างเต็มที่ สร้างบรรยากาศ ตัดตัวกวน

3 Directness: เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง ในสถานการณ์จริง หรือใกล้เคียงมากที่สุด

4 Drill: แบ่งการฝึกออกเป็นส่วนๆ ลงมือฝึกส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนั้นก่อน แล้วตามด้วยส่วนที่เป็นจุดอ่อน เเล้วค่อยนำมาฝึกรวมกัน

5 Retrieval: ทบทวนและนึกถึง(review & recall) สิ่งที่ได้เรียนรู้มาทั้งหมด

6 Feedback: รับการฟีตแบคเพื่อการปรับปรุง(outcome, informational, corrective feedback)

7 Retention: เพิ่มการคงอยู่ของความรู้ ด้วยการทดสอบความจำ และการลงมือทำซ้ำ

8 Intuition: เรียนรู้เรื่องนั้นให้ลึกซึ้งจนถึงขั้นผู้เชี่ยวชาญ และเมื่อถึงคราวเจอเรื่องยากๆ “ญานทัศนะ”(ความรู้ที่ปิ๊งแว๊ป)จะมาช่วยแก้ปัญหาให้

9 Experimentation: ออกจากพื้นที่สบายเดิมๆ แล้วทดสอบลองทำสิ่งใหม่ๆ มองให้เป็นความสนุกและท้าทาย

เพื่อนๆครับ ลองหา ultralearning project มาทำสักเรื่อง โดยการใช้ เทคนิค 9 ข้อนี้ดู เพื่อนๆอาจพบความเป็น “นักเรียนรู้เร็วสุดๆ” ที่ซ่อนอยู่ในตัวก็ได้นะครับ

รักจากหมอคิม

18 พฤศจิกายน 2562

No. 172 ความกล้า ทำให้เห็นคุณค่าของชีวิต

No. 172

ความกล้า ทำให้เห็นคุณค่าของชีวิต

เพราะความกลัว เราจึงไม่เห็นคุณค่าของตัวเรา เราแคร์สายตาผู้อื่น จนเราไม่ได้ใช้ชีวิตเต็มที่ในแบบที่เป็นตัวเรา ไม่สามารถดึงศักยภาพมากมายที่ซ่อนเร้น เราเกิดมาแล้วก็ตายไปพร้อมกับความกลัว

การปลุกความกล้า ชนะความกลัว จะช่วยให้เราก้าวข้ามขอบที่ขวางกั้น ค้นพบและใช้ชีวิตที่น่าอัศจรรย์ ในแบบที่เราภาคภูมิใจ

ความกลัวทำให้ไม่กล้าตัดสินใจ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเครียดมากเสียยิ่งกว่า ความกล้าตัดสินใจลงมือทำให้รู้ไปเลย ถ้าผลไม่ดีก็จะได้รีบแก้ไข ถ้าแก้ไม่ได้ก็เป็นบทเรียน

เมื่อความคิดลบเกิดขึ้น ความกลัวจะตามมา ให้คิดบวกสวนกลับไป แล้วความกลัวจะลดลง

ชัดเจนและยอมรับทุกอย่างที่เป็นธรรมชาติของตัวเอง ยอมรับจุดเปราะบางของตัวเอง ไม่ปกปิด ไม่เสแสร้ง ไม่หลีกหนี ไม่เลียนแบบ ผู้คนจะยอมรับ ความกล้าจะเพิ่มขึ้น

กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ ด้วยใจเปิดกว้าง สุภาพ อ่อนน้อม ไม่ก้าวร้าว ไม่ตัดสินผู้อื่น

อย่ากลัวที่จะร้องขอความช่วยเหลือ เพราะนั่นแสดงถึงความกล้าที่กำลังเกิดขึ้น

ความกลัวจะหายไป เมื่อความกล้าเกิดขึ้น เปรียบเสมือนความมืดจะหายไป เมื่อแสงสว่างสาดส่องมา

เพื่อนๆครับ เรามาฉายแสงแห่งความกล้า นำพาชีวิตเราให้พ้นจากความมืดกลัวกันนะครับ

รักจากหมอคิม

11 พฤศจิกายน 2562

No.171 ไม่มีตัวเรา แล้วจะทุกข์ได้อย่างไร

No.171

ไม่มีตัวเรา แล้วจะทุกข์ได้อย่างไร

ที่มีตัวเรา เพราะว่ามีความคิด คิดว่าเป็นตัวเรา ซึ่งเป็นขบวนการทำงานของ “สมองซีกซ้าย” ที่ทำหน้าที่ในเรื่องภาษา ทั้งภาษาที่พูดออกไปและที่พูดกับตัวเอง รวมถึงการแปลผลความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความเป็นตัวเราที่เฉพาะ เกิดความยึดมั่นถือมั่นในตัวเรา แล้วความทุกข์ก็ตามมา

แต่มนุษย์เรายังมี “สมองซีกขวา” ที่ทำหน้าที่ในเรื่องมิติสัมพันธ์ ช่วยให้เราหลุดออกจากขอบเขตจำกัดในการเป็นตัวเรา เป็นความรู้สึกของการดำรงอยู่ณขณะนั้น ที่ไร้ขอบเขต ไร้รูปแบบ ไร้ตัวเรา เมื่อไม่มีตัวเรา ความทุกข์ก็ตามมาเกาะไม่ได้

เราสามารถพัฒนาให้สมองซีกขวาทำงานได้ดีขึ้น เพื่อถ่วงดุลกับสมองซีกซ้ายที่กำลังโดดเด่น ด้วยการเจริญสติ สัมปชัญญะ สมาธิ การฝึกการเคลื่อนๆไหวร่างกายอย่างมีสติด้วยการเดิน วิ่ง โยคะ ชี่กง รวมทั้งการแสดงออกถึงความรู้สึกขอบคุณ ความเมตตา-กรุณา

เพื่อนๆลองมาฝึกสมองซีกขวา เพื่อการไม่มีตัวเรากันดูนะครับ แล้วจะพบว่าความทุกข์ที่เคยมี จะค่อยๆลดน้อยลง และความสุขก็จะปรากฏขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์จริงๆครับ

รักจากหมอคิม

4 พฤศจิกายน 2562

No.170 การสงบนิ่ง คือกุญแจของชีวิต

No.170

การสงบนิ่ง คือกุญแจของชีวิต

การสงบนิ่ง(Stillness) หมายถึง การสงบของระบบประสาทการรับรู้ ร่างกาย ความคิด ลมหายใจ และที่สำคัญคือ การสงบของจิต

การสงบนิ่ง ช่วยให้เราสามารถใช้ความคิดได้ชัดเจน สร้างสรรค์ หลีกเลี่ยงตัวกวนจากภายนอก เอาชนะสิ่งเร้าที่ผุดขึ้นภายในใจ และพบกับความสงบสุขที่แท้จริง

ศาสนาพุทธมีคำสอนเกี่ยวกับการสงบนิ่งมากมาย เช่น อุเบกขา(วางใจเป็นกลาง) อินทรียสังวร(สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

มีหลายแนวทางที่ช่วยให้เราสงบนิ่งได้มากขึ้น

• ใช้ชีวิตให้ “ช้าลง”(Slow life) ตัดสิ่งที่ไร้สาระออกจากชีวิต

• ดื่มด่ำกับชีวิตที่เป็น “ปัจจุบัน”(Present) หลีกเลี่ยงตัวกวนที่เข้ามาแทรก

• หมั่นสะท้อนตัวเองผ่าน “การเขียนบันทึก”(Journaling)

• หาเวลาพักผ่อนด้วย “การเข้าเงียบ”(Silence)

• ใช้ชีวิตอย่าง “พอเพียง”

• สัมผัสความงดงามและยิ่งใหญ่ของ “ธรรมชาติ”

• ดูแลสุขภาพกาย-ใจ ด้วย “การออกกำลังกาย” และ “งานอดิเรก”

• “นอนหลับ” อย่างมีคุณภาพและเพียงพอ

ชีวิตที่สงบนิ่ง คือชีวิตที่ร่ำรวยและมีความสุขอย่างแท้จริง เพื่อนๆลองสัมผัสดูนะครับ

รักจากหมอคิม

28 ตุลาคม 2562