NO. 166 รู้จัก ยอมรับ และเข้าใจตนเอง

No. 166

รู้จัก ยอมรับ และเข้าใจตนเอง

Dr. Tasha Eurich นักจิตวิทยาองค์การ นักวิจัย และนักเขียน ได้บอกเล่าถึงความสำคัญของการรู้จักตัวเอง(Self-awareness) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราให้ดีขึ้น

การรู้จักและเข้าใจตัวเองนี้มาได้จาก 2 ทาง คือ

1. ตัวเรารู้จักตัวเราเอง (Internal self-awareness): เช่น รู้ว่าเรา ชอบไม่ชอบอะไร พรสวรรค์ จุดอ่อน คุณค่า นิสัย บุคลิกภาพ พฤติกรรม เป้าหมาย ความฝัน บทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบ สภาวะที่เหมาะ ฯลฯ

2. ผู้อื่นรู้จักตัวเรา (External self-awareness): ผู้อื่นมอง รู้จัก เข้าใจตัวเราอย่างไร หมายถึง มองตัวเราเองจากสายตาผู้อื่น

การรู้จักตัวเองด้วยตัวเองนี้ จะต้องผ่านขบวนการเรียนรู้และฝึกฝน ซึ่งปัจจุบันก็มีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้เราวิเคราะห์ตัวเองได้ดีขึ้น แต่สิ่งที่เราต้องฝึกให้มีเพิ่มมากขึ้นคือ “สติ”-mindfulness และทำการตรวจสอบตัวเองทุกวันอย่างน้อย 5 นาที (Five minutes daily check in)

การรู้จักตัวเองผ่านผู้อื่น จะทำได้ด้วยการ “ขอรับการฟีดแบค”(feedback) ยิ่งรอบด้านยิ่งดี โดยเฉพาะกับคนที่ซื่อสัตย์ ซื่อตรง ไว้ใจได้

เมื่อเราเริ่มรู้จักเข้าใจตัวเองได้ดีขึ้นแล้ว เราต้องกล้าที่จะยอมรับตัวเอง แล้วตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ตัวเราเองดีขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นในเรื่องของมุมมอง ความคิด ความเชื่อ ความคาดหวัง โดยมุ่งเป้าไปที่ความต้องการที่แท้จริง หรือคุณค่าความหมายที่เราต้องการในชีวิต

มาเริ่มเรียนรู้และเข้าใจตัวเองกันนะครับ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น

รักจากหมอคิม

12 กันยายน 2562

No. 165 รู้เท่าทันอารมณ์

No. 165

รู้เท่าทันอารมณ์

Susan David อาจารย์จิตวิทยา Harvard ผู้ก่อตั้งสถาบันโค้ชใน McLean Hospital นักพูด และนักเขียน ได้บอกถึงความสำคัญของความว่องไว หรือความเท่าทันในอารมณ์ ซึ่งจะช่วยทำให้เรามีความสุข และมีชีวิตที่เติบโตก้าวไปข้างหน้า(Thriving)ได้ตามที่เราต้องการ

เราติดกับดัก ยึดติด หรือกดทับกับอารมณ์ความรู้สึกของเรา(Emotional rigidity) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอารมณ์ลบ ชีวิตเราก็เลยต้องวนเวียนติด(Hooked)กับความทุกข์ซ้ำซาก

การฝึกให้เราว่องไวเท่าทันกับอารมณ์ความรู้สึกของเรา(Emotional agility) จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ซ้ำซากนี้ได้

1. ยอมรับทุกอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น(Showing up): อย่าปฏิเสธหรือกดทับอารมณ์ลบ ให้รักเมตตาทุกตัวตนที่อยู่ในตัวเรา(Self compassion)

2. แยกตัวเราออกจากอารมณ์ความรู้สึก(Stepping out): ตัวเราเป็นผู้ดูและเห็นอารมณ์นั้น ซึ่งต้องหมั่นเจริญสติ(Mindfulness) บ่อยๆ

3. ดำเนินชีวิตในแบบที่เราต้องการจริงๆ(Walking your why): ไม่ดำเนินชีวิตตามแบบผู้อื่น(social contagion)

4. เปลี่ยนเส้นทางชีวิตให้ไปข้างหน้า(Moving on): ฝึกฝน และฝึกฝืนที่จะทำในสิ่งที่ใช่ ที่เราต้องการจริงๆ ไม่ปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามยถากรรม ซำ้ซาก จำเจ น่าเบื่อ ออกจากพื้นที่สบายเดิมๆ แล้วลองทำสิ่งใหม่ๆ ท้าทายตัวเอง ตื่นเต้น สนุก ไม่เครียด(เครียดอ่อนๆ)

หลักการเข้าใจไม่ยากครับเพื่อนๆ แต่การหมั่นฝึกฝน และฝึกฝืนนี่ซิครับยาก แต่ก็ไม่เกินความสามารถแน่นอนครับ

รักจากหมอคิม

10 กันยายน 2562

No. 164 การหลับ การฝัน และการตาย

No. 164

การหลับ การฝัน และการตาย

ฟรานวิสโก เจ วาเรลา นักวิทยาศาสตร์ด้านชีววิทยาจากฮาร์วาร์ด ได้เรียบเรียงเล่าเรื่องจากงานประชุมเสวนาระหว่างนักวิทยาศาสตร์และองค์ทะไลลามะ เกี่ยวกับเรื่อง การนอนหลับ การฝัน และการตาย เป็นหนังสือที่อ่านยากพอสมควร ขอสรุปใจความที่ชอบและสามารถนำไปปฏิบัติได้

การใคร่ครวญสำรวจตรวจสอบตนเอง(จิตวิญญาณ และชีวิต) จะช่วยให้เราค้นพบและชักนำธรรมชาติในตัวเราออกมา เปิดทางแห่งศักยภาพในตัวเรา ซึ่งแท้ที่จริงก็คือพลานุภาพของพระเจ้าที่อยู่ในตัวเรานั่นเอง

การหลับ จะแบ่งได้เป็น หลับตื้น หลับลึก และหลับฝัน หนึ่งรอบจะกินเวลาประมาณ 90 นาที

การฝัน จะเป็นช่วงที่มีการกระตุกของลูกตา(REM:Rapid Eye Movement) เป็นช่วงที่จิตไร้สำนึกออกทำงาน ช่วยมาเปิดเผยความลับบางอย่างของชีวิต

การตาย เปรียบเสมือนการหลับ เพื่อการเกิดใหม่ซึ่งก็คือ การตื่น

บาร์โด คือ ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างการตายและการเกิดใหม่ ก็เปรียบได้กับ การฝัน

ดังนั้นถ้าเราเรียนรู้และฝึกฝนการรู้ตัวเมื่อฝัน ควบคุมกายฝันได้ เราก็เริ่มเรียนรู้เข้าใจความลับที่ซ่อนอยู่ในจิตไร้สำนึกของเรา จะสามารถเล่นกับจินตนาการ เรียนรู้และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ดึงศักยภาพตัวเราออกมาได้อีกมากมาย รวมทั้งเป็นการซ้อมการเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านชีวิตเราเมื่อความตายมาถึง(บาร์โด)

การฝึกการรู้ตัวในยามตื่น ด้วยการฝึกปฏิบัติเจริญภาวนา(สติ สัมปชัญญะ สมถะ วิปัสสนา) จะช่วยพัฒนาการรู้ตัวในยามฝัน และสามารถใช้ช่วงเวลาฝันในการฝึกเจริญภาวนาได้อีก ชีวิตในยามตื่นก็จะเจริญยิ่งขึ้น รวมทั้งเมื่อการตายมาถึง การเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านภพชาติก็จะไม่หลง การเกิดภพชาติใหม่ก็จะเป็นไปได้ด้วยดี

มีการแนะนำเรื่องการเจริญภาวนาด้วย “ปราณโยคะ”(ปราณที่จักระ 4) และ “กุลฑาลินีโยคะ”(ปราณผ่านช่องสุชุมนา) เพื่อให้มีประสบการณ์และคุ้นเคยกับแสงประภัสสรยามหลับ เป็นการเตรียมตัวเพื่อจะได้จดจำได้ถึงแสงประภัสสรเมื่อตอนตาย

มาเรียนรู้และฝึกการหลับ การฝันให้ดี เพื่อเข้าสู่การตายดีกันนะครับ

รักจากหมอคิม

4 กันยายน 2562

No. 163 สร้างรั้วให้กับชีวิต

No. 163

สร้างรั้วให้กับชีวิต

Dr. Henry Cloud และ Dr. John Townsend ทั้งคู่เป็นนักจิตวิทยา เป็นที่ปรึกษา และเป็นนักเขียนหนังสือขายดี “Boundaries” ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถกำหนดสิ่งที่เราต้องการเข้ามาในชีวิต และดันเอาสิ่งที่เราไม่ต้องการออกไปจากชีวิต

ชีวิตเรายุ่งมาก เราไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง เราถูกปัจจัยภายนอกเข้ามาบงการชีวิต เราท้อแท้หมดพลัง และดูเหมือนว่าเรากำลังใช้ชีวิตให้เป็นไปตามยถากรรม เราควบคุมชีวิตเราไม่ได้เลย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

ที่เป็นเช่นนี้เพราะเราไม่เคยได้กำหนดขอบเขตชีวิตที่เราต้องการให้กับตัวเรา ถ้าเปรียบชีวิตเหมือนบ้าน เรามิได้สร้างรั้วล้อมกำหนดขอบเขตของบ้าน รั้วที่มีประตูคอยเปิดและปิดติดต่อกับภายนอก เลือกเอาแต่สิ่งดีๆเข้ามาในบ้าน และเอาสิ่งที่ไม่ดีออกไปจากบ้าน

สิ่งที่เราต้องทำคือ “การสร้างรั้วชีวิต” กำหนดสิ่งที่สำคัญ สิ่งที่เราให้คุณค่าอย่างแท้จริง สิ่งที่เราต้องการจริงๆให้กับชีวิตเรา และดึงสิ่งนั้นเข้ามาในชีวิต แล้วเราต้องกล้าที่จะปฏิเสธสิ่งไม่ใช่ที่เข้ามานัวเนียกับชีวิตเราให้ออกไป

เรามีชีวิตเป็นแบบเฉพาะของตัวเอง เรามีพรสวรรค์ที่แตกต่างจากคนอื่น เราต้องรับผิดชอบและเป็นเจ้าของชีวิตตัวเราเอง เราต้องเลือกการกระทำ(กรรม) และยอมรับผลของการกระทำนั้น(วิบากกรรม)

อย่าพยายามไปบงการ วุ่นวาย หรือควบคุมชีวิตผู้อื่น รับผิดชอบดูแลชีวิตตัวเองให้ดีที่สุด แล้วพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเขาต้องการ

ขอให้เพื่อนๆมีความสุขกับชีวิตที่ใช่นะครับ

รักจากหมอคิม

29 สิงหาคม 2562

No. 162 ไม่สู้ฤาจะชนะ

No. 162

ไม่สู้ฤาจะชนะ

Eric Greitens อดีตหน่วยซีล ทำงานจิตอาสาช่วยเพื่อนมนุษย์ ได้นำเสนอแนวทางที่จะช่วยให้ผู้ประสบเรื่องหนักๆในชีวิต ให้ผ่านพ้นมันไปได้อย่างมีความสุข

เมื่อเราเจอสถานการณ์ที่ยากลำบาก เรามักจะเกิดความกลัว ท้อแท้ ผิดหวัง ซึ่งถ้าเราจมปลักอยู่กับมัน มันจะคอยรังควาน ทำให้จิตเราตกต่ำลง ลดทอนพลังงานชีวิตและสติปัญญาของเราไป

ถ้าเราต้องการก้าวข้ามสภาวะนั้นไปให้ได้ เราต้องปรับยกจิตของเราขึ้น(resilience) สร้างความกล้า ชนะความกลัวในอุปสรรค ความล้มเหลว ความเจ็บปวด และเมื่อเราทำสำเร็จ พลังชีวิตและความสุขก็จะไหลท่วมท้นมาที่ตัวเรา

การจะฝึกจิตใจให้เป็นเช่นนี้ได้ ต้องก้าวออกจากพื้นที่สบายเดิม(comfort zone) ลองทำสิ่งใหม่ๆที่ท้าทาย เริ่มจากยากน้อยๆ เจ็บปวดนิดๆ เเล้วค่อยๆเพิ่มยกระดับขึ้น ไม่ต้องสนใจความสมบูรณ์แบบ แต่ยอมรับและเรียนรู้ไปกับความผิดพลาด เป้าหมายของเราก็คือ การดึงศักยภาพที่สูงสุดของเราออกมา และค้นพบได้ถึง “ความหมายและคุณค่าของการมีชีวิต”

การเปลี่ยนแปลงโลกภายนอก(ปัญหา อุปสรรค ความยากลำบาก) แทบเป็นไปไม่ได้เลย แต่การเปลี่ยนแปลงโลกภายใน(จิตใจที่กล้าเผชิญหน้า รับมือ แก้ไข เรียนรู้) มีได้ไม่จำกัด

การฝึกฝนจิตใจเช่นนี้ดูเหมือนยาก แต่ที่จริงแล้วง่าย โดยเริ่มที่ถามหาเป้าหมายให้ได้ก่อนว่า ทำไมถึงต้องทำ ทำไปเพื่ออะไร ยิ่งถ้าเป้าหมายนั้นยิ่งใหญ่มากกว่าตัวเรา เราจะเริ่มมีพลังขึ้นมาทันที(ศรัทธา) จากนั้นทำบ่อยๆ จดจ่อ (วิริยะ สติ สมาธิ)ให้ติดเป็นนิสัย เรียนรู้ ปรับปรุง แก้ไขไปกับกระบวนการ ความผิดพลาด และความล้มเหลว(ปัญญา) เมื่อเราสามารถต่อสู้กับความกลัวได้บ่อยๆ ความกล้าที่จะเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆยากๆ ก็จะเพิ่มมากขึ้น เราจะเริ่มสนุก ชีวิตเราจะมีความหมาย และความสุขก็จะเกิดขึ้นกับเรา

เพื่อนๆครับ ไม่มีใครแก่เกินที่จะเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตนเอง กล้าที่จะเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ เป็นเพื่อนกับความล้มเหลวบ่อยๆ แล้วชีวิตจะดีขึ้นแน่นอนครับ

รักจากหมอคิม

2 สิงหาคม 2562

No. 161 กล้าที่จะถูกเกลียด(2)

No. 161

กล้าที่จะถูกเกลียด(2)

เล่มนี้จัดว่าเป็นเหมือน “เข็มทิศ” ที่ช่วยนำทางไปสู่เป้าหมายที่แนะนำไว้ในเล่มแรก คือ “การดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข”

1. มอง ยอมรับ และเคารพ “ความเป็นมนุษย์ที่แตกต่าง”

คนบนโลกนี้ล้วนแตกต่างกัน เราสามารถเข้าใจและมีความรู้สึกร่วมกับผู้อื่นได้ ด้วยการจินตนาการถึงสิ่งที่เขาเห็น จินตนาการถึงสิ่งที่เขาได้ยิน และจินตนาการถึงสิ่งที่เขารู้สึก

2. ถามตัวเองว่า “จากนี้ไปจะทำอะไรอย่างไร”

ใช้ชีวิตแบบไปข้างหน้า ไม่พร่ำเพ้อถึง “คนอื่นเลวร้าย” หรือ “เราช่างน่าสงสาร”

3. เข้าใจถึง “เป้าหมายของพฤติกรรมที่ก่อปัญหา”

พฤติกรรมที่ก่อปัญหา ล้วนมีเป้าหมายที่ค่อยๆก่อตัวและรุนแรงขึ้น เรียงตามลำดับดังนี้ “ต้องการการชื่นชม” “เรียกร้องความสนใจ” “ช่วงชิงอำนาจ” “แก้แค้น” และ “แสดงให้เห็นว่าไร้ความสามารถ”

4. กล้าที่จะ “เป็นตัวเอง”

วิธีใช้ชีวิตที่ดีที่สุดคือ “การเป็นตัวเอง” เป็นแค่คนธรรมดาทั่วไป ไม่ต้องเป็นคนพิเศษ ไม่ต้องให้ใครมาชื่นชม ไม่ต้องให้ใครมาสนใจ ไม่ต้องการมีอำนาจเหนือใคร เพียงเท่านี้ชีวิตเราก็มี “คุณค่า” และมี “ที่ทาง” ของตัวเองในสังคมเสมอ

5. ความสัมพันธ์กับผู้คนอยู่ที่ “ความเชื่อใจ”

ถ้ารักตัวเองไม่เป็น ก็จะรักคนอื่นไม่เป็น และถ้าไม่สามารถเชื่อใจตัวเองได้ ก็จะไม่สามารถเชื่อใจคนอื่นได้ และเมื่อสามารถเชื่อใจคนอื่นได้ ก็เท่ากับเราให้ความเคารพและยอมรับในความเป็นตัวเขา ไม่ยัดเยียดความเห็นหรือความต้องการของเราไปให้เขา ความสัมพันธ์ก็เกิดขึ้น

6. กล้าที่จะ “รัก” เขาก่อน

ความรักไม่ใช่เรื่องของพรหมลิขิต ไม่ต้องมัวรอให้มีคนมารัก แต่ต้องเป็นฝ่ายรักใครสักคนด้วยความตั้งใจก่อน และไม่ต้องสนใจว่าเขาจะคิดอย่างไรกับเรา

ชีวิตนี้แสนสั้นนะครับ เราจะตายจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ไม่รู้ แต่การใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างมีความหมายและมีความสุข น่าจะเป็นสิ่งที่เราต้องการ ดังนั้นเพื่อนๆครับขอให้เรา “รักคนอื่น พึ่งพาตัวเอง และเลือกวิถีชีวิตของตัวเอง” ทำให้ได้นะครับ

รักจากหมอคิม

22 กรกฎาคม 2562

No. 160 กล้าที่จะถูกเกลียด(1)

No. 160

กล้าที่จะถูกเกลียด(1)

อัลเฟรด แอดเลอร์ จิตแพทย์ชาวออสเตรีย ได้เสนอทฤษฎีจิตวิทยาปัจเจกบุคคล(Individual Psychology) ซึ่งเหมาะกับการแก้ปัญหาและพัฒนาการดำเนินชีวิตในโลกยุคปัจจุบันได้อย่างดีมากจริงๆ

คิชิมิ อิชิโร นักปรัชญาและจิตวิทยา โคะกะ ฟุมิทะเกะ นักเขียนอิสระ ทั้งคู่เป็นชาวญี่ปุ่น อายุต่างกัน 17 ปี แต่สนใจจิตวิทยาแบบแอดเลอร์เหมือนกัน จึงร่วมกันถ่ายทอดออกมาเป็นหนังสือที่ขายดีระดับท๊อปทั้งในญี่ปุ่นและเกาหลี

1. “แผลใจไม่มีอยู่จริง” จงกล้าเปลี่ยนแปลง และดำเนินชีวิตโดยไม่ยอมให้อดีตมาครอบงำ:

ชีวิตของคนเราไม่ได้ถูกกำหนดโดยประสบการณ์ที่ผ่านมา แต่ถูกกำหนดโดยความหมายที่ตัวเรามอบให้แก่ประสบการณ์นั้นมากกว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายที่เราต้องการในปัจจุบัน เราเลือกไลฟ์สไตล์แบบนี้ด้วยตัวเราเอง

2. ความทุกข์ใจทั้งหมดล้วนเกิดจาก “ความสัมพันธ์กับผู้คน”:

ใช้ชีวิตที่เป็นอิสระในแบบที่ตัวเราต้องการ ไม่ต้องแข่งขันหรือเปรียบเทียบกับใคร แค่มุ่งที่จะก้าวไปข้างหน้า เลิกปรารถนาการยอมรับ เลิกใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่น เลิกกังวลว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร ไม่ก้าวก่ายธุระของคนอื่น และไม่ยอมให้คนอื่นมาก้าวก่ายธุระของเรา (กล้าที่จะถูกเกลียด)

3. เป้าหมายด้านพฤติกรรมคือ “พึ่งพาตัวเองได้” และ “ใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ดี”:

นั่นหมายถึงเราต้องรู้สึกให้ได้ก่อนว่า ตัวเองมีความสามารถ และทุกคนเป็นมิตรของเรา ยอมรับตัวเอง เชื่อใจคนอื่น ช่วยเหลือคนอื่น

4. จงยอมรับตัวเอง ไม่ใช่มั่นใจตัวเอง:

กล้าที่จะเป็นคนธรรมดา ยอมรับว่าตัวเองทำไม่ได้ ในเรื่องที่ทำไม่ได้จริงๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็พัฒนาตัวเองให้สามารถทำสิ่งนั้นได้ในที่สุด ไม่มอง “สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้” แต่หันไปสนใจ “สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้”

5. จงใช้ชีวิตให้เหมือนการเต้นรำ:

ชีวิตคนเราคือจุดที่เชื่อมต่อกัน เหมือนการเต้นรำที่ออกจากจุดเริ่มต้น แล้วเต้นตามจังหวะเพลงไปเรื่อยๆ ในแต่ละวินาที ไม่มีจุดหมาย ไม่รู้ว่าจะจบตรงไหน ขอแค่เราทุ่มเทให้กับ “วินาทีนี้” อย่างสุดกำลังก็พอแล้ว

แนวคิดแบบแอดเลอร์น่าสนใจมากๆ ผมว่ามันเวิร์คจริงๆครับ เพื่อนๆลองนำไปใช้ดูได้เลยครับ

รักจากหมอคิม

18 กรกฎาคม 2562