No. 149 สร้างอารมณ์บวก สร้างความสุข

No. 149

สร้างอารมณ์บวก สร้างความสุข

Barbara L. Fredrickson ศาสตราจารย์จิตวิทยา แห่ง U.of North Carolina ได้เล่าเรื่องผ่านงานวิจัย ที่บอกถึงวิธีการสร้างอารมณ์บวกให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะส่งผลให้เรามีทัศนคติต่อการมีชีวิตที่ดี นำชีวิตเราให้เดินต่อไปข้างหน้า สร้างความสุขและความสำเร็จให้เกิดขึ้นในชีวิต

แต่เนื่องจากพื้นฐานของมนุษย์และสภาพแวดล้อม จึงทำให้มนุษย์มักจะมีอารมณ์ลบ(กลัว วิตก กังวล หวาดระแวง โกรธ…) มากและรุนแรงกว่าอารมณ์บวก(รัก สงบ ขอบคุณ ความหวัง สนุก ภูมิใจ….) ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องสร้างอารมณ์บวกให้มีปริมาณมากกว่าอารมณ์ลบในอัตราส่วนไม่น้อยกว่า 3:1(positivity emotion ratio) เราจึงจะสามารถสร้างความสุขให้มีเพิ่มมากขึ้นได้ (คนทั่วไปมี 2:1 คนซึมเศร้ามีน้อยกว่า 1:1)

วิธีการเพิ่ม Positivity Emotion Ratio:

1. สร้างนิสัยที่ทำแล้วเรารู้สึกดี: เช่น ออกกำลังกาย เดินเล่น ทานอาหารอร่อย ทำงานอดิเรกที่ชอบ คุยกับเพื่อนรัก….

2. เขียนบันทึกประจำวัน: สำรวจความรู้สึกของเราว่าอันไหนเป็นความรู้สึกที่ดีเป็นบวก และมันมาได้อย่างไร เพื่อนำไปสร้างให้เป็นนิสัย เขียนขอบคุณสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีให้ได้วันละ 3-5 เรื่อง

3. ฝึกกิจกรรมเจิญสติ(Mindfulness): มีสติอยู่กับปัจจุบันในพฤติกรรม ความคิด ความรู้สึก จะช่วยทำให้เราเกิดความรู้สึกตัว(awareness) สามารถควบคุมอารมณ์ลบไม่ให้ขยายตัวออก เบาบางลง รวมทั้งสร้างให้มีอารมณ์บวกได้มากขึ้น

4. ฝึกสมาธิ(Concentration meditation): การทำสมาธินอกจากช่วยให้เรามีพลังสติเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เราใช้ชีวิตช้าลง อยู่กับอารมณ์บวกในปัจจุบันได้มากขึ้น ฝึกเป็นประจำทุกวันครั้งละอย่างน้อย 5 นาที เช้า-ก่อนนอน

เพื่อนๆครับ ความทุกข์ไม่ต้องหา มันมาเอง แต่ความสุขนั้นต้องสร้างขึ้น ด้วยการสร้างอารมณ์บวกให้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันให้มากๆครับ

รักจากหมอคิม

30 มีนาคม 2562

No.148 กฎ 5 วินาทีเปลี่ยนชีวิต

No. 148

กฎ 5 วินาทีเปลี่ยนชีวิต

Mel Robbins นักวิจารณ์ข่าว CNN นักเขียน นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ได้แนะนำเทคนิคการสร้างพลังใจ แล้วลงมือทำทันที ด้วยการเตรียมใจเพียงแค่ 5 วินาที ซึ่งจะทำให้ชีวิตเราเปลี่ยนไปตามที่เราต้องการได้อย่างน่าอัศจรรย์

เมื่อมีเหตุการณ์สำคัญที่เราต้องตัดสินใจทำปรากฏอยู่ตรงหน้า เรามักจะเกิดความวิตก กังวล กลัว หมดแรง แล้วก็ไม่ได้ลงมือทำ ทำให้พลาดโอกาสดีๆไป หรือผลัดผ่อนยืดเวลาในสิ่งที่เราตั้งใจไว้ แล้วก็ไม่ได้ทำสักที

เราสามารถเตรียมใจรวบรวมดึงพลังจิตขึ้นมา ดันสิ่งที่มารบกวนความกล้าของเราออกไป สร้างแรงเชียร์ให้กับตัวเอง ด้วยการนับเลขถอยหลังจาก 5-4-3-2-1 แล้วเริ่มลงมือทำสิ่งนั้นทันที (the power of the push) และเมื่อเราลงมือทำบ่อยๆ ก็จะเกิดเป็นนิสัย พฤติกรรม แล้วชีวิตเราก็จะเปลี่ยนไป

อย่ามัวแต่รอให้มีอารมณ์ อย่าปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามยถากรรม อย่าอยู่แต่ในพื้นที่เดิมๆ ทำสิ่งที่ซ้ำซาก น่าเบื่อ มาสร้างพลังใจ สร้างโอกาสดีๆให้กับตัวเอง ด้วยการนับเลขเพียงแค่ 5 วินาที แล้วลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง และออกเเบบชีวิตตามที่เราต้องการกันครับ

รักจากหมอคิม

25 มีนาคม 2562

No.147 น่ารู้เกี่ยวกับ “ความสำเร็จ”

No. 147

น่ารู้เกี่ยวกับ “ความสำเร็จ”

Eric Barker ได้เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับ “ความสำเร็จ” จากข้อมูลทางสถิติและงานวิจัย ซึ่งได้รับความสนและลงตีพิมพ์ในวรสารชื่อดังมากมาย

1. ความสำเร็จมักเป็นเรื่องของการ “แหกกฏ” มากกว่า “ตามกฏ”

2. ความสำเร็จมักเป็นเรื่องของ “ความหลงใหลส่วนตัว” มากกว่า “ตามสังคม”

3. คนดีอาจไม่ประสบความสำเร็จเสมอไป คือมีทั้งสำเร็จสุด และแย่สุด

4. “ชีวิตที่มีความหมาย” จะนำไปสู่ความมุมานะพยายามและความสำเร็จ

5. คนสังคมเก่ง(extrovert)มักสำเร็จในเรื่องธุรกิจ คนเก็บตัว(introvert)มักสำเร็จในความเชี่ยวชาญ

6. ความเชื่อมั่นตนเอง นำไปสู่ความสำเร็จ แต่ถ้ามีมากเกินก็จะนำไปสู่คุณลักษณะที่ไม่ดี เช่น เห็นแก่ตัว โกหก หลอกลวง ดูถูกผู้อื่น

7. การทำงานหนัก อย่างเดียวอาจไม่ได้นำไปสู่ความสำเร็จเสมอไป การมีครูชี้แนะจะช่วยดึงศักยภาพให้ก้าวข้ามขีดจำกัด นำไปสู่ความสำเร็จ

เป็นมุมมองเรื่องความสำเร็จที่น่าสนใจมากเลยครับ

รักจากหมอคิม

21 มีนาคม 2562

No. 146 งานได้ผล เพราะคนเป็นสุข

No. 146

งานได้ผล เพราะคนเป็นสุข

Shawn Achor ได้นำเสนอผลการวิจัยเกี่ยวกับความสุขจาก Havard ที่ใช้เวลาถึง 12 ปี พบว่า “ความสามารถในการสร้างอารมณ์ที่เป็นบวก ทำให้มนุษย์เรามีความสุข และเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จทั้งในหน้าที่การงานและชีวิต” – Positive Psychology ซึ่งประกอบไปด้วย 7 หลักการด้วยกัน

1. ความสุขสร้างความได้เปรียบ: การมีความสุขเล็กๆน้อยๆ เช่น การมีอารมณ์ที่ดีจากการพูดคุย การได้ออกไปทำกิจกรรมเล็กๆ ดูหนังวิดีโอตลก หรือนั่งสมาธิสั้นๆ เมื่อได้ทำบ่อยๆ ก็สามารถทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้

2. สร้างกรอบความคิดบวกให้สมอง: ถ้าเราส่งกรอบความคิดบวกให้สมอง สมองก็จะรับรู้ และหลั่งสารเคมีสมองที่เป็นบวกออกมา นำพาให้ชีวิตเราเป็นบวกตามไปด้วย

3. สร้างประสบการณ์บวกให้กับสมอง: เช่น คบกับกลุ่มคนที่คิดบวก เขียนสิ่งดีๆ 3 สิ่งในชีวิตทุกวัน

4. มองเห็นเรื่องดีในเรื่องร้าย(Fall up): มองเห็นโอกาสในวิกฤต มองเห็นการเรียนรู้ในความผิดพลาด

5. จดจ่อกับสิ่งที่เราควบคุมได้: ไม่ใส่ใจกับสิ่งที่เหนือการควบคุมของเรา หรืออาจขยายอำนาจควบคุมของเราให้มากขึ้น

6. สร้างนิสัยดีเล็กๆ: ด้วยการเพิ่มความยากในการทำนิสัยไม่ดี ลดอุปสรรคและเพิ่มความสะดวกในการทำนิสัยดี และเริ่มสร้างนิสัยดีขนาดเล็กๆก่อน

7. หาพลังสนับสนุนจากสังคมรอบตัว: การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับคนรอบตัว จะช่วยให้มีความสุขและทำงานได้ดีขึ้น

เมื่อเราได้ทำตามหลักการ 7 ข้อนี้แล้ว เราก็จะพบกับความสุขมากขึ้น ซึ่งก็จะส่งผลเหนี่ยวนำไปให้คนรอบตัวเรามีพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความสุขตามไปด้วย และจะส่งผลต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ต่อไปถึงคนอื่นๆได้อีกมากมาย (ripple effect)

เนื่องจากวันนี้เป็น International Day of happiness ขอส่งบทความนี้มาอวยพรให้เพื่อนๆมีความสุขมากๆนะครับ

รักจากหมอคิม

20 มีนาคม 2562

No. 145 ฉีกตัวเอง ก่อนจะถูกฉีก

No. 145

ฉีกตัวเอง ก่อนจะถูกฉีก

เทคโนโลยีไปเร็วมาก การเปลี่ยนแปลงธรรมดา(change) ก็ยังถูกเปลี่ยนไปเป็นการเปลี่ยนรูปแบบสิ้นเชิง(disruption) เรียกว่า ตายหรือสูญพันธุ์ไปเลย ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในอาชีพการงานและการดำเนินชีวิต

Whitney Johnson นักคิด นักเขียน นักลงทุนสถาบัน ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน Rose Park แนะนำให้เราฉีกคราบเดิมของตัวเอง เพื่อพร้อมรับมือกับมัน – disruption !

1. ต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่กลัว ความเสี่ยง ตราบใดที่ยังสามารถรับมือกับความเสี่ยงนั้นได้

2. หาให้เจอว่าอะไรคือ จุดแข็งที่มีความแตกต่าง(distinctive strength)ในตัวเรา และใช้มันเพื่อตอบสนองความต้องการที่ยังไม่ได้ถูกค้นพบ(unmet need)ของผู้คน

3. ไม่กังวลกับ ข้อจำกัด ทั้งเรื่องการเงินและประสบการณ์ มองมันเป็นโอกาสในการดึงศักยภาพตัวเองออกมา

4. อย่าหลงติดกับดักกับ ความเก่ง แบบเดิมๆ รับฟังความรู้ความคิดเห็นจากแหล่งอื่นให้มากๆ

5. ในบางครั้งต้องรู้จัก “ช้า ถอยหลัง เลิก” เพราะมันจะสร้างจังหวะก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างถูกต้องและมั่นคง

6. ไม่กลัว ความล้มเหลวเพราะมันคือความจำป็นบนเส้นทางที่จะนำไปสู่ควาสำเร็จอันยิ่งใหญ่

7. ปลุกจิตวิญญาณของ “ความอยากรู้อยากเห็น การเป็นนักสำรวจ” อยู่ตลอด เพื่อมองหาโอกาสและความแปลกใหม่ให้กับชีวิต

ยอมรับในความเป็นอนิจจัง ตัดอัตตาทิ้ง อยู่กับปัจจุบัน และท้าทายตัวเองเอยู่สมอ เเล้วเราก็จะเจ็บตัว(ถูกฉีก)น้อยลงครับ

รักจากหมอคิม 

17 มีนาคม 2562

No. 144 รู้ไหม “ทำไม” เราใช้ชีวิตแบบนี้

No. 144

รู้ไหม “ทำไม” เราใช้ชีวิตแบบนี้

ถ้าเราตอบคำถามที่กล่าวมานั้นไม่ได้ ไม่ชัดเจน หรือยังไม่พอใจ ชีวิตเราก็จะดำเนินแบบนั้นไปเรื่อยๆ เอื่อย เฉื่อย ไร้พลัง ตามยถากรรม หรือตามๆกัน ขาดซึ่งแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต ชีวิตซึมเศร้า ไร้ความหมาย อยู่ไปวันๆ 

Simon Sinek, David Mead, Peter Docker นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาวะผู้นำองค์การ และที่ปรึกษาทางธุรกิจ แนะนำให้เราหาให้ได้ว่า “ทำไม”(why) เราจึงใช้ชีวิตแบบนั้น เราทำมันไปเพื่ออะไร ซึ่งจะช่วยให้เรารู้ถึงจุดหมายหรือคุณค่าของชีวิต และจดจ่อกับคุณภาพชีวิตของเราได้ดีขึ้น

เริ่มจากลองทบทวนชีวิตในอดีต ดูว่าสิ่งที่เราทำๆไปนั้น แท้จริงแล้วมันมีความหมายอะไรกับเรา

หรือตั้งคำถามกับตัวเอง ว่าในอนาคต เราต้องการทำอะไร และทำไมเราถึงอยากทำสิ่งนั้น

สิ่งเหล่านี้เราสามารถจัดเป็น group workshop หรือ หาโค้ชมืออาชีพมาช่วยแบบตัวต่อตัว

องค์กรก็สามารถนำขบวนการนี้ ไปใช้ในการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ วัฒนธรรมองค์กร รวมทั้งการวางแผนกลยุทธ์

เมื่อทราบว่าทำไมต้องทำแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนมองหาว่าจะทำ “อย่างไร”(how) รู้ how ทั้งของเพื่อนในทีมและของเรา

คำถามว่า “อย่างไร” จะช่วยให้เรายืดขยายความสามารถและศักยภาพของเราให้กว้างออกไป

การบอกกับผู้อื่นว่า “ทำไม” เราถึงทำสิ่งนั้นๆ นอกจากช่วยให้เราคมชัดกับสิ่งนั้นแล้ว ยังช่วยให้เรามั่นคงกับสิ่งที่เราตั้งใจนั้นมากขึ้น

อย่าลืมนะครับเพื่อนๆ ตั้งคำถามว่า “ทำไม” และ “อย่างไร” กับชีวิตตัวเองบ่อยๆ แล้วชีวิตเราจะมีจุดหมาย เราจะเห็นคุณค่าของชีวิต แล้วเราจะมีพลังในการจดจ่อกับการใช้ชีวิตของเรามากขึ้นครับ

รักจากหมอคิม 

15 มีนาคม 2562 

No. 143 เป็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุด

No. 143

เป็นตัวเองในแบบที่ดีที่สุด

เราต้องการใช้ชีวิตในแบบที่ดีที่สุด แต่ถ้าเรายังไม่รู้ว่าตัวเองคือใคร ชอบอะไร เก่งอะไร รวมทั้งยังมีความกลัวมากมายซ่อนอยู่ เราก็ไม่สามารถเติมเต็มชีวิตเราให้สมดุลและสมบูรณ์ได้

Alissa Finerman อดีตนักการเงินจาก Wall Street ซึ่งปัจจุบันผันตัวมาเป็น life coach ได้เสนอกฏ 9 ข้อ ที่จะทำให้ชีวิตเราสามารถบรรลุเป้าหมายสูงสุดที่เราต้องการในชีวิต

ASSESS – ประเมิน 

1. Be The CEO of You Inc: บอกและเขียนออกมาให้ได้ว่าชีวิตเราต้องการอะไร จัดเรียงลำดับความสำคัญ ซึ่งมักเป็นเรื่อง สุขภาพ การเงิน การงาน และความสัมพันธ์

2. Embrace a Can-Do Mindset: ปรับตัวเองให้มีกรอบความคิดแบบ growth mindset (คิดบวก พัฒนา )

3. Excel with Your Strengths: หาและดึงจุดแข็งของเราออกมาใช้ วางจุดอ่อนไว้ก่อน

CREATE – สร้าง

4. Go for the Goal: ให้ตั้งเป้าหมายชัดเจนที่เราต้องการ แล้วเริ่มด้วยขั้นเล็ก อย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง

5. Think without Obstacles: มองอุปสรรคไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นเส้นทางให้ก้าวข้ามไปสู่ความสำเร็จ

6. Live in Your Stretch Zone: ออกจากพื้นที่สบาย(comfort zone) มาอยู่ในพื้นเติบโต(stretch zone)

IMPLEMENT – ลงมือทำ

7. Drink a Cup of Resilience: ล้มแล้วให้รีบลุก หากำลังใจจากคนรอบข้าง

8. Practice the Three Cs: Choice-เลือกทำ, Commitment-มุ่งมั่น, Consistency-สม่ำเสมอ

9. Bring Balance into Your Life: ควบคุมชีวิตให้สมดุลตามที่เราตั้งใจไว้

มันมีความแตกต่างกันมากระหว่าง การรู้กับกับการลงมือทำ ดังนั้นลงมือทำเลย ขอให้เพื่อนๆโชคดี ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในแบบที่ตัวเองต้องการนะครับ

รักจากหมอคิม

13 มีนาคม 2562